แบ่งปันและช่วยเหลือคนทุกคนด้วยความสุขใจ



อิสรภาพของชีวิตที่ไร้กังวล
 อิสรภาพทางการเงิน คือ การที่เรามีเงินมากพอที่จะจับจ่ายใช้สอยไปจนสิ้นอายุขัยโดยที่ไม่ต้องทำงาน แต่นัยจริง ๆ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องทำงานเลย เราทำงานต่อไปได้ (หรือจะไม่ทำก็ได้นะ แต่ไม่แนะนำนะครับ เพราะความเหงาจะมาเยือน เดี๋ยวจะเป็นอัลไซเมอร์ได้) จะเป็นงานเดิมหรือเปลี่ยนไปหางานที่เรารักก็ย่อมทำได้ หรือไม่งั้นไปทำงานอาสาช่วยเหลือผู้คนไปเลย ได้บุญและมีความสุขอีกด้วย แต่ ณ เวลาที่เรามีอิสรภาพทางการเงินนั้น เราจะไม่เครียดเรื่องเงินทองแล้ว เพราะเรามั่นใจแล้วว่าเราจะมีเงินมากพอที่จะใช้ไปจนสิ้นอายุขัยได้ แต่ไม่ได้หมายความเราจะมีอิสรภาพกับทุกเรื่องนะครับ เราจะยังมีภาระอื่น ๆ อีก เช่น ครอบครัว ยกเว้นเรื่องเงินที่เราไม่ต้องกังวลแล้วเท่านั้นเอง

 

อย่างไรก็ตาม หลายคนไม่รู้ว่าต้องมีเงินเท่าไรถึงมากพอที่จะพบกับอิสรภาพทางการเงิน หรือหนักกว่านั้นบางคนเรื่องอิสรภาพทางการเงินไม่ได้อยู่ในหัวเลยด้วยซ้ำ โดยข้ออ้างที่ผมมักได้ยินเป็นประจำ คือ เอาแค่เงินพอใช้ก็แทบจะไม่ไหวแล้ว ซึ่งผมยอมรับจริง ๆ ว่าหลายท่านเป็นเช่นนั้น ดังนั้น ใน 2 ตอนแรกที่ผมเขียน ผมจึงยังไม่เน้นเรื่องการมีอิสรภาพทางการเงินหรือเรื่องการลงทุนเลย แต่ผมเน้นเรื่องการสำรวจตัวเองว่าเรามีฐานะทางการเงินเป็นอย่างไร เราเสียเงินไปกับอะไร รายได้เรามีเท่าไร อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เราใช้เงินแบบเดือนชนเดือน หาปัญหาให้เจอว่าเงินหายไปไหน เพื่อที่แก้ปัญหาเหล่านั้นให้ได้ก่อนที่เราจะมาคุยกันเรื่องอิสรภาพทางการเงิน เพราะหากเรายังไม่หลุดกับดักนั้นออกมา ก็คงไม่สามารถคิดเรื่องการมีอิสรภาพทางการเงินได้เลย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะยังใช้เงินแบบเดือนชนเดือนอยู่ แต่เราควรมีเรื่องอิสรภาพทางการเงินเป็นเป้าหมายหนึ่งในชีวิต แม้ว่าวันนี้เราจะคิดว่ามันไกลเกินเอื้อมก็ตาม

 

จากตอนนี้เป็นต้นไป ผมจะเริ่มเข้าเรื่องการมีอิสรภาพทางการเงินและเราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร ซึ่งแน่นอนสิ่งที่เราต้องรู้ก่อนคือเป้าหมายของอิสรภาพทางการเงิน คือ ต้องมีเงินเท่าไรถึงจะพอ เป็นคำถามปลายเปิดมากนะครับ แต่ละคนมีความต้องการ การใช้ชีวิต และภาระที่แตกต่างกันมาก ดังนั้น แต่ละคนมีความต้องการเงินเพื่อให้มีอิสรภาพทางการเงินย่อมแตกต่างกันไปด้วย โดยมี 3 ปัจจัยที่เราต้องคำนึงถึงในการคำนวณว่าเราควรมีเงินเท่าไรหากต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน ได้แก่

  • อายุที่เราต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน (ขอย้ำไม่ใช่อายุที่เราต้องการเกษียณ บางคนมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว แต่ไม่เกษียณและทำงานต่อไปมีเยอะนะครับ)
  • ค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่เราต้องใช้หลังมีอิสรภาพทางเงิน และสุดท้าย
  • อายุขัยของเรา (คาดการณ์ยากมากครับ แต่ค่าเฉลี่ยคนไทยมีอายุขัยประมาณ 80-85 ปี)

 

  1. อายุที่เราต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน แน่นอนว่าทุกคนต้องการมีอิสรภาพทางการเงินให้เร็วที่สุด แต่เราต้องเข้าใจว่าการมีอิสรภาพทางการเงินเร็วนั้น หมายถึง เราต้องมีเงินมากขึ้นเป็นเงาตามตัว และอาจต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อให้ได้เงินมา ซึ่งทำงานหนักไม่ได้หมายถึงหนักทางกายอย่างเดียว แต่หนักทางสมองและหนักทางใจด้วย และขอย้ำอีกครั้ง ไม่ได้หมายความว่าเรามีอิสรภาพทางการเงินแล้วต้องหยุดทำงาน เพราะหากเรามีอิสรภาพทางการเงินเร็ว เราอาจได้ทำอะไรในสิ่งที่รักมากขึ้น เพราะในช่วงอายุของการทำงานนั้นเป็นการยากมากที่จะเลือกระหว่างทำงานที่เรารัก กับทำงานที่ได้เงิน ซึ่งมีไม่กี่คนหรอกครับที่โชคดีได้ทำงานที่ตัวเองรักและได้เงิน ส่วนผมเองมักจะสอนหลาย ๆ คนว่า อย่าพยายามหางานที่ตัวเองรัก เพราะมันอาจใช้เวลานานเกินไป แต่จงพยายามรักในงานที่ทำ มันง่ายกว่าที่จะหา

 

  1. ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังมีอิสรภาพทางการเงิน เป็นตัวเลขที่สำคัญมากที่เราต้องรู้ เราจะไม่สามารถคำนวณได้เลยว่าเราจะต้องมีเงินเท่าไรเพื่อให้มีอิสรภาพทางการเงิน หากเราไม่คำนวณตัวเลขนี้ ซึ่งนั้นคือที่มาที่ผมให้ทุกท่านสำรวจตัวเองว่ามีรายได้เท่าไร มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไร แยกเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นกับค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ดังที่ผมได้สอนไปแล้วใน 2 ตอนแรก เพื่อให้รู้ว่าหากเราจะมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องทำงานเลย เราจะต้องมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไร จะลดลงได้เท่าไรและอย่างไร ทั้งนี้เพื่อให้เรามีอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้น ดังนั้นการมีอิสรภาพทางการเงินไม่ใช่ว่าจะต้องมีเงินเท่าไรถึงจะเพียงพออย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เงินเท่าไรถึงจะพอด้วยนะครับ

 

  1. ช่วงเวลาที่เหลืออยู่หลังมีอิสรภาพทางการเงิน ในอนาคตประเทศไทยจะมีผู้สูงวัยมากขึ้น เราต้องคิดถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตไว้ด้วย เป็นสัจธรรมของชีวิตที่ทุกคนเกิดมาต้องตาย หากโชคดีช่วงสุดท้ายของชีวิตเราอาจมีลูกหลานดูแล แต่ในอนาคตเรื่องนี้คงเป็นไปได้ยากมากขึ้น สำหรับในประเทศไทยอายุเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2562 อายุเฉลี่ยผู้ชายไทยอยู่ที่ประมาณ 73 ปี ส่วนผู้หญิงอยู่ที่ประมาณ 80 ปี เราอาจใช้ตัวเลขนี้ในการประมาณการอายุเราก็ได้ แต่อย่าลืมเผื่อให้นิดหน่อยเพราะในอีก 10 - 20 ปีข้างหน้า อายุเฉลี่ยคนไทยจะมากขึ้นอีกจากการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น โดยมีการคาดการณ์ไว้ว่าในปี 2583 อายุเฉลี่ยของคนไทยรวมทั้งเพศชายและหญิงจะเพิ่มขึ้นเป็น 83 ปี จาก 77 ปี ในปี 2562 คนเริ่มทำงานหรือเพิ่งจบออกมาหางานทำตอนนี้จะรู้ไหมนะ ว่าเขามีภาระการดูแลตัวเองมากกว่ารุ่นปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ของเขามากเลย ยังไงก็วางแผนให้ดี “เสียใจที่ใช้เงินไม่หมดก่อนตาย ดีกว่าเสียใจที่ใช้เงินหมดแล้วยังไม่ตาย” นะครับ

 

มาถึงประเด็นสำคัญของเรากับคำถามที่ว่าเราต้องมีเงินเท่าไรถึงจะพอ ซึ่งต้องเริ่มจากเราจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไรต่อเดือน บนสมมติฐานว่าเราไม่มีรายได้เลยหลังมีอิสรภาพทางการเงิน (ในความจริงเรามีรายได้จากการลงทุนได้นะครับ แต่เอาไว้คุยเรื่องการลงทุนในตอนต่อ ๆ ไป) ตัวอย่างเช่น หากเราต้องมีค่าใช้จ่ายหลังมีอิสรภาพทางการเงินที่เดือนละ 20,000 บาท และเราต้องการมีอิสรภาพทางการเงินตอนอายุ 40 ปี และมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 85 ปี เราต้องมีเงินเท่ากับ 10.8 ล้านบาท (20,000 บาทต่อเดือน x 12 เดือน x 45 ปี) ณ อายุ 40 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าเรามีอิสรภาพทางการเงินเพียงพอ และหากอยากมีอิสรภาพทางการเงินตอนอายุ 50 ปี ต้องมีเงิน 8.4 ล้านบาท จนถึงหากต้องการมีอิสรภาพทางการเงินตอนอายุ 60 ปี ต้องมีเงิน 6.0 ล้านบาท

 

แต่หากค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาทต่อเดือนละ และยังต้องการมีอิสรภาพทางการเงินตอนอายุ 40 ปี เราต้องมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 16.2 ล้านบาท หรือหากต้องการมีอิสรภาพทางการเงินตอนอายุ 60 ปี เราต้องมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 9.0 ล้านบาท (ดังตารางด้านล่าง) ดังนั้น หากอยากมีอิสรภาพทางการเงินเร็วก็จำเป็นต้องเร่งสะสมเงิน และยิ่งต้องสะสมมากขึ้นหากค่าใช่จ่ายต่อเดือนของเราเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หากตอนนี้เราอายุเกิน 30  ปี 40 ปี หรือ 50 ปีมาแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนโจทย์ใหม่ว่า เราจะมีเงินเท่านั้นได้อย่างไรแบบเร็วที่สุดหากเราต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน

ระบบธุรกิจใหม่ที่ง่ายกับทุกคน
ให้คุณมีสุขภาพดี มีเวลาใช้เงิน มีเวลาทไกิจกรรมที่คุณอยากทำ อยากชิวๆ ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องรับผิดชอบภาระต่างๆที่หนักอึ้งมาตลอด ปลดเปลื้องภาระที่ฉุดรั้งต่างๆทิ้งไป ด้วยระบบใหม่ที่สามารถให้อิสรภาพชีวิตกับคุณแบบไร้กังวล ไร้ความเสี่ยง ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานมาสะสมความสำเร็จวันละ 2 - 3 ชั่วโมงจริงๆ

1 ศึกษาวิธีการทำ

2 เรียนรู้แล้วลงมือทำ สะสมความสำเร็จทุกวัน

3 สำเร็จแล้วเสร็จให้คุณไปใช้ชีวิตแบบมีอิสรภาพของชีวิต 100%

ระบบที่ผ่านการดิสรัปและปรับปรุงในทุกจุดเพื่อหุ้นส่วนทุกคนแล้ว เพียงแต่คุณทำความเข้าใจวิธีการใช้เพื่อนำไปทำการตลาดของคุณเพื่อจะก้าวต่อไปในอนาคตที่โลกของเราไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมที่เคยผ่านมา เรายังคงใช้หลักการเดิมคือทุกคนคือหุ้นส่วนของบริษัท 


ต้องรวยแค่ไหนถึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน?

นี่คงเป็นคำถามที่หลายคนนึกได้เมื่อพูดถึง “อิสรภาพทางการเงิน” ที่กลายเป็นคำยอดฮิตติดลมบนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระทั่งว่าหนังสือขายดีตามร้านหนังสือมักมีหมวดนี้ติดอันดับอยู่เสมอ

แอดมินได้รับแง่คิดหนึ่งที่อาจเป็นคำตอบที่ครอบคลุมที่สุดในเรื่องนี้ นั่นคือ “อิสรภาพทางการเงินไม่เท่ากับรวยเสมอไป”

คำกล่าวข้างต้นเป็นของอาจารย์กวี ชูกิจเกษม หนึ่งในนักลงทุนหุ้นคุณค่า (VI) แนวหน้าของไทย

อ.กวีอธิบายว่า “อิสรภาพทางการเงิน หมายถึง การมีรายได้แบบ passive income ที่ครอบคลุมรายจ่ายต่อเดือนไปตลอดจนกว่าเราจะลาจากโลกนี้ไป เมื่อสมการเป็นเช่นนั้น หากรายจ่ายเราน้อยเราก็ไม่จำเป็นต้องรวยก็มีอิสรภาพทางการเงินได้แล้ว แต่ถ้ารายจ่ายเรามากขึ้น เราก็ต้องมีเงินมากขึ้นนั่นเอง”

ประโยคหนึ่งที่สะดุดหูแอดมินมากนั่นคือ “บางทีถ้าเรามีรายจ่ายมากเกินไป เราอาจเป็นคนรวยที่ไม่สามารถมีอิสรภาพทางการเงินเลยก็เป็นได้!” (รวยแต่ต้องทำงานเพื่อให้มีรายได้ (active income) อยู่ตลอดเพราะใช้เงินเก่งมาก แม้จะมี passive income ก็ยังไม่พอ)

 “คนไทย 95% ไม่มีอิสรภาพทางการเงิน และที่สำคัญคือพวกเขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าวิถีชีวิตที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้นั่นแหละที่ทำให้พวกเขา ‘หมดโอกาส’ ที่จะมีอิสรภาพทางการเงิน”



แล้วเราจะมีเจ้าอิสรภาพทางการเงินไปเพื่ออะไร?
มี 3 เป้าหมายนั่นคือ

1️.ตัวเราเอง ให้สามารถมีชีวิตที่อยากมีได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเงินอีก และการที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเงินนี่แหละจะทำให้เรามีความสุขขึ้นอีกเยอะ

2️.ครอบครัว ทั้งระนาบเดียวกับเรา ระนาบพ่อแม่ และส่งต่อยังลูกหลาน นอกจากเราจะดูแลตัวเองได้แล้วก็ยังมีโอกาสดูแลพวกเขาได้ด้วย และถ้าเราดูแลคนเหล่านี้ได้ดี ชีวิตด้านอื่นของเราก็มักจะดีตามไปด้วย

3️.สังคม เมื่อเรามีพอใช้ (และเป็นคนดี) เราจะช่วยเหลือสังคมได้ อาจจะด้วยการบริจาคตรงๆ หรืออาจจะบริจาคความรู้ความสามารถของเราเพื่อช่วยเหลือสังคมได้เต็มที่มากขึ้น เพราะเราไม่ต้องกังวลกับเรื่องการเงินส่วนตัวและครอบครัวอีกแล้ว

ส่วนวิธีการสร้างอิสรภาพทางการเงินนั้นมีหลายวิธีให้เลือกสรร อยู่ที่เราเรียนรู้และค้นหาเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะกับเรา เราก็จะประสบความสำเร็จได้ในรูปแบบของเราเช่นกันครับ

อ่อ… อย่าเข้าใจผิดว่าเมื่อมีอิสรภาพทางการเงินแล้วเราจะอยู่แบบล่องลอยไม่ต้องทำงานทำการแล้วนะครับ เรายังทำงานได้อยู่เพื่อสร้างคุณค่าแก่สังคมผ่านงานของเรานั่นแหละ อาจผันตัวเองเป็นนักทำงานจิตอาสาเต็มตัว หรืออาจยังทำงานที่ได้เงินแบบที่เราทำมาตลอดก็ได้ มันมีคุณค่าในตัวมันอยู่แล้ว ต่างก็แค่เราไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอีกต่อไปแล้วเท่านั้นเองครับ

ตัวอย่างส่องเทรนด์โลกในปี 2030 การเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนต้องรู้ ปรับตัวให้ทัน


2021 อุบัติการณ์ล้างไพ่จาก โควิด-19

เมื่อ Covid-19 ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายท่ีไม่เหมือนเดิม ส่งผลกระทบต่อไปยังหลากหลายอุตสาหกรรม (Disruptive Dominos) บางธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด บางธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันก็ต้องปิดตัวลงในที่สุด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วทั้งโลก ทั้งธุรกิจด้านการศึกษา, ท่องเที่ยว, ธนาคาร, ร้านอาหาร, โรงแรม และอื่นๆ ล้วนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น เช่น ธุรกิจร้านอาหาร จะเห็นว่ามีการปิดตัวลงของร้านอาหารหลากหลายพื้นที่ในประเทศไทย ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจ หรือถ้าบริหารจัดการได้ดี ก็จะมีแผนตั้งรับกับวิกฤติที่เกิดขึ้น เช่น ร้าน penguin eat shabu ที่ปรับตัวจากการขายเพียงแค่หม้อและชาบู เปลี่ยนเป็นการนำทุเรียนมาเพิ่ม เพื่อเรียกยอดขายในช่วงที่มีมาตรการภาครัฐห้ามนั่งทานในร้าน เป็นต้น

"E-Commerce โตกระฉูด 58%"  

เช่นเดียวกัน ปี 2021 ก็เป็นปีที่มีธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทย นั่นคือ ธุรกิจ E-Commerce ซึ่งเติบโตมากถึง 58% เนื่องมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป วิถีชีวิตติดบ้านตั้งแต่ตื่นนอน ทานอาหาร ทำงาน จนเข้านอน เวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับสื่อออนไลน์ ขณะที่ประเทศแถบเพื่อนบ้านใน South East Asia อย่าง ประเทศสิงคโปร์ ก็เติบโตเช่นกัน โดยรองลงมาอยู่ที่ 47% และ ประเทศอินโดนีเซีย 15% ซึ่งจากการวิจัยพบว่า สินค้าที่มักซื้อขายกันบนโลกออนไลน์ ได้แก่ ของใช้ภายในบ้าน, เฟอร์นิเจอร์, เสื้อผ้า, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ สื่อ Entertainment ภายในบ้าน เช่น หนัง หรือ เพลง เป็นต้น


Work-ไร้-Balance (Everything + Everywhere => Everyone)

ต่อมา ธุรกิจการศึกษาก็มีแนวโน้มที่คล้ายคลึงกัน หลายโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เปลี่ยนการเรียนการสอนผ่านทางสื่อออนไลน์เป็นหลัก (Study from Home) ทำให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ต้องปรับตัวกันมากขึ้น อาจารย์ผู้สอนก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน และนอกจากในรั้วโรงเรียนแล้ว ยังมีผลการสำรวจพบว่า พฤติกรรมการทำงานของพนักงานก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป หลายบริษัทมีมาตรการรองรับการทำงานจากบ้าน (work from home / work from anywhere) ในระยะยาวเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น

บริษัท Builk มีนโยบายให้พนักงานสามารถทำงานที่ coworking space ที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าบริษัทหรือแม้กระทั่งบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาค ที่อาศัยความรวดเร็วฉับไวของข้อมูล และความปลอดภัยที่ต้องสูงสุดเป็นหลัก อย่าง บริษัท กสิกรไทย บิสซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป (หรือ KBTG) ก็ได้ใช้นโยบาย 3-2 วัน กล่าวคือ ให้พนักงานเข้าออฟฟิศ 3 วัน และ 2 วันทำงานที่บ้าน เป็นต้น

จากที่กล่าวมานี้ อาจไม่ได้ราบรื่นไปทั้งหมด เพราะยังคงเหลือความท้าทายที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือ การบริหารความเครียดของพนักงาน ซึ่งอาจจะมาจากการประชุม online การบริหารเวลาในการทำงาน การพักผ่อนที่บ้าน (Work Life Balance) การรักษาระดับความสัมพันธ์ของพนักงานในองค์กรให้ยังคงแน่นแฟ้นอยู่เสมอ รวมถึงการมอบความเห็นอกเห็นใจแก่เพื่อนร่วมงาน (Empathy) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้

2024-2025 โลกจะเกิดเทรนด์ใหม่ จากธุรกิจที่ปรับตัวใหม่

ธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วจะสามารถสร้างผลกำไรและเติบโตได้ในช่วงอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยเริ่มจาก..

ตลาด VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality)

จะกลับมาสร้างกระแสและผลตอบรับที่ดีขึ้นกว่าเดิม เห็นได้จากข่าว Apple Glass ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเปิดขายออกสู่ตลาดในปี 2025 และมีรายได้เติบโต 59%* จากอัตราการเติบโตใน 5 ปีข้างหน้า ด้วยเทคโนโลยี AR ทำให้เห็นภาพเสมือนจริงจากภายนอกได้ผ่านดวงตา ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์มากหากนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตัวอย่างเช่น Apple Glass คาดว่าจะนำไปใช้ในทางการแพทย์ เพื่อดูอวัยวะภายในร่างกายที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาคนไข้, อุตสาหกรรมการผลิต เพื่อให้เห็นกระบวนการและขั้นตอนการผลิตเป็นภาพที่ชัดเจน ทำให้การผลิตและการสร้างสินค้าทำได้รวดเร็วและแม่นยำมากกว่าเดิม เป็นต้น นอกจากนั้น บริษัทยักษ์ใหญ่อื่นๆ เช่น Facebook และ Snapchat ก็เริ่มลงทุนกับการพัฒนาเทคโนโลยี AR ภายในองค์กรมากขึ้น อนาคตเราอาจจะต้องเริ่มปรับตัวกับการใส่ “แว่นตาที่เพิ่มวิสัยทัศน์การมองเห็นทัศนียภาพดิจิตัล” อีกด้วย


นอกจากนั้น ตลาด VR ธุรกิจเกมส์ในอีก 5 ปีข้างหน้า ก็มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นถึง 59% ภายในปี 2025 เนื่องจากการเติบโตของเทคโนโลยีและตลาดเกมส์ที่เติบโตสูงขึ้นถึง 16% สอดคล้องกับการเติบโตของเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะได้เห็นการพัฒนาของวงการเกมส์ทั้งภาพที่ชัดเจนเหนือจินตนาการมนุษย์ และกราฟฟิคที่สวยชัดจริงยิ่งกว่าตาเห็นก็เป็นได้

นวัตกรรมด้านยนตรกรรม

จะเริ่มเห็นรถยนต์ไฟฟ้าแพร่หลายขึ้นภายในปี 2024-2025 แทนที่ด้วยรถยนต์ที่ใช้แก๊สและน้ำมัน นอกจากนี้จะหาซื้อได้ในราคาที่ถูกลง และลด Cost per mile บนท้องถนนได้อย่างชัดเจน อนาคตเราจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าถูกจับจองมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็จะลดการปล่อยก๊าซ carbondioxide (zero carbon waste) ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทน ตัวอย่าง เช่น apple car ที่มีข่าวลือว่าจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบ self-driving ในปี 2024-2025 ซึ่งแน่นอนว่าเราอาจจะต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับคนขับที่ไม่ใช่คนอีกต่อไป และการศึกษาคู่มือการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงการดูแลรักษาและชาร์จเติมพลังงานไฟฟ้าให้กับรถยนต์ของเรา

ประเทศไทยในปี 2024-2025

การเข้าสู่ยุค Silver Economy อย่างเต็มตัว

ยุค Silver Economy หรือ ยุคที่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเป็นประชากรหลักของประเทศ ดังนั้นจะต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านนวัตกรรมให้สามารถตอบสนองความต้องการผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ Aging Society ปัจจุบันพบว่า กำลังซื้อและพฤติกรรมการบริโภคอุปโภค รวมถึงไลฟ์สไตล์ ความคิดอ่าน และการทำงานของผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะอ่านรีวิว หรือศึกษารายละเอียดถี่ถ้วนก่อนการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ และพร้อมที่จะจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการที่ดีต่อเขาจริงๆ

ตัวอย่างนวัตกรรมที่เริ่มปรับตัวเข้ากับ Silver Economy เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ได้แก่ การมีบริการตรวจจับการลื่นล้มของผู้สูงอายุ กรณีที่อยู่ภายในบ้านเพียงลำพัง, smart censor ตรวจจับการเคลื่อนไหวและร่วงหล่นในห้องน้ำ หากผู้สูงอายุลื่นและล้มในห้องน้ำจะมีการแจ้งเตือนทันที เป็นต้น

โลกเศรษฐกิจไร้สัมผัส (Contactless Economy)

เกิดจากการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อปรับปรุง customer experience ให้ดียิ่งขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เช่น การซื้อสินค้าแบบ self-checkout ในหลายห้างสรรพสินค้าของไทย ดังเช่นที่เกิดขึ้นในหลายสาขาของ tops เพื่อลดการสัมผัสกับผู้คน ลดต้นทุนการจ้างแรงงาน และเพิ่มความรวดเร็วในการซื้อของของผู้บริโภค นอกจากนี้ยังลดอารมณ์ความหงุดหงิดในการรอคิวชำระสินค้าได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงโมเดลระดับโลกอย่าง scan and go ที่ Amazon-go ซึ่งกำลังทำอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งการใช้งานง่าย เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวก็สามารถทำหน้าที่ได้ทั้งสแกนบาร์โค้ดสินค้า และชำระค่าสินค้าได้ สร้างประสบการณ์ในการช้อปปิ้งให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบายมากขึ้น

ชำระเงินข้ามพรมแดนได้อย่างอิสระ (Cross-Border Digital Currency)

ปัจจุบัน มีข้อจำกัดและความยากลำบากในการชำระเงิน หรือส่งเงินข้ามพรมแดนระหว่างประเทศค่อนข้างมาก ทั้งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียมของธุรกรรมที่สูงลิบ เมื่อมองย้อนลงมาดูสถิติยอดธุรกรรมในแถบ Asia Pacific พบว่ามีการทำธุรกรรมทางการเงินที่สูงมาก จึงมี Solution เพื่อการชำระเงินแบบข้ามพรมแดนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วยปรับปรุงการรับ/ส่งเงินระหว่างประเทศ​ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์เปิดให้สามารถโอนเงินข้ามประเทศผ่าน SCB Easy โดยร่วมมือกับ “Ripple” พันธมิตรระดับโลกใช้เทคโนโลยี blockchain ครอบคลุมความต้องการ 12 ประเทศหลัก จะเห็นว่านวัตกรรมนี้ช่วยให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สามารถโอนเงินไปยังต่างประเทศได้รวดเร็ว ไม่ต้องไปที่สาขา ทำธุรกรรมได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง และที่สำคัญ เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน เนื่องจากความสะดวกรวดเร็วของการรับเงินที่เกิดขึ้นได้ทันใจมากขึ้น ภายในไม่เกิน 3 วัน และไม่มีค่าธรรมเนียมธนาคารต่างประเทศอีกด้วย

2028-2030 โค้งสุดท้ายแห่งทศวรรษ โลกจะเห็นอะไรที่แตกต่างชัดเจนขึ้น?

การเคลื่อนย้าย การเดินทาง การขนส่งสินค้า และการชำระเงิน จะถูกทำให้ 'ง่ายขึ้น'

มีการคาดการณ์อนาคตไว้ว่า ผู้คนจะใช้ชีวิตออกห่างจากตัวเมืองมากขึ้น (Deurbanization) มองหาความสงบใกล้ชิดกับธรรมชาติ ธุรกิจขนส่งเริ่มปรับตัวมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนและลดการใช้พลังงาน เช่น การลดการใช้เครื่องบินในการโดยสารและเปลี่ยนมาเป็นรถไฟแทน โดยใช้ Hyperloop หรือการใช้โดรนบินในการขนส่งสินค้า ซึ่งสะดวกกว่าในแง่การขนส่งระยะไกลไปยังผู้คนในตัวเมือง ที่รวดเร็ว ถูกลง และประหยัดพลังงานขึ้น

อุตสาหกรรมยานยนตร์หันไปใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก

เช่น โมเดลรถยนต์ Tesla ซึ่งหากมีการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต อาจจะมีการสร้างและรองรับ Customer Experience ที่ดีขึ้น เช่น มี Lounge สำหรับรอรถยนต์ส่วนตัวชาร์จพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น

ธุรกิจค้าปลีก กับ กลยุทธ์ Omni Channel

หมายถึง การเพิ่มช่องทางสื่อสารเข้าถึงผู้บริโภคทั้งทางหน้าร้าน (Physical store) และ ทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ (Online) ซึ่งอาศัยการเก็บข้อมูลลูกค้าที่ครอบคลุมเชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้การเข้าถึงลูกค้าเป็นไปได้อย่างง่ายและรวดเร็ว สร้างคุณภาพการบริการได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยการทำ demand forecasting เพื่อการสต็อคสินค้าและจัดจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคแม่นยำมากยิ่งขึ้น อนาคตหากเราสั่งสินค้า เราจะสามารถสั่งจากที่บ้านได้ ติดปัญหาก็แชทสอบถามพนักงานได้โดยตรง โดยมีระยะเวลารอสินค้าที่สั้นลง เนื่องจากการพยากรณ์การสั่งซื้อมีความแม่นยำมากขึ้น

เทรนด์ Defi ครองโลก ทุกคนต้องมี Wallet

จะเห็นว่าปัจจุบันมีเทรนด์ Defi (Decentralized Finance) ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับการใช้ token หรือ การใช้เหรียญ (coin) ทั้งในด้านการลงทุน และอาจมีการซื้อขายกันเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทำให้การเข้าถึงการเงินง่ายขึ้น โปร่งใส และมีต้นทุนต่ำลง เช่น ประเทศจีน เริ่มมีการใช้ Digital Yuan จ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานแล้วในปีนี้ อนาคตอันใกล้เราทุกคนอาจจะต้องมี wallet สำหรับเก็บเหรียญหรือ token เพื่อใช้ในการซื้อสินค้าทั้งสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ตัวอย่างเช่น บริษัท Ananda ที่ริเริ่มการใช้เหรียญ Crypto 3 สกุลหลักของโลก ได้แก่ Bitcoin (BTC) Ethereum (ETH) และ USDT ในการชำระแทนเงินสด เพื่อเป็นเจ้าของคอนโดใกล้รถไฟฟ้า รวมไปถึงบ้านทำเลดีจากอนันดา ผ่านทาง Wallet ของ “Bitkub“ เป็นต้น

ทุกการเปลี่ยนแปลง มักจะมีโอกาสดี ๆ แฝงอยู่เสมอ จงใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ในการปรับตัว และพร้อมรับกับทุกการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง เพราะโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ จะมีคนในโลกอนาคต 2030 เตรียมจับจ้องรออยู่ ซึ่งอาจนำไปสู่ความก้าวหน้าและสร้างผลดีกับเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตยิ่งขึ้นได้


สำหรับใครที่สนใจต้องการเรียนรู้ skills ในการปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อเตรียมรับมือกับเทรนด์โลกในทศวรรษใหม่นี้ ห้ามพลาด! โปรแกรม CXO - Chief Exponential Officer หลักสูตรเพื่อการ Transform ผู้นำและองค์กรให้อยู่รอดในยุค Continuous Disruption โดย คุณกระทิง พูนผล

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.scmp.com/comment/opinion/article/3125272/e-commerce-starts-mature-asia-retailers-must-rise-new-challenges
https://www.globenewswire.com
https://www.grandviewresearch.com/industry-analysis/virtual-reality-vr-headset-market
https://techbullion.com/the-contactless-economy-mind-the-gap/










ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สู่อิสรภาพแห่งชีวิตที่ไร้กังวล

ธุรกิจของคุณ 100%